10 บัญญัติสกัดโรค "ตามน้ำ"

       หากแม้นคันกั้นน้ำและประตูน้ำคือด่านป้องกันเมืองจากมวลน้ำมหาศาลแล้วไซร้ ตัวท่านก็คือด่านกั้นโรคที่สำคัญที่จะป้องกันมวลเชื้อโรคจำนวนมหาศาลที่จ้อง จะผ่านเข้าไปอยู่ทุกขณะถ้าได้ทำตามบัญญัติสกัดโรคน้ำท่วมต่อไปนี้
 
 
1) อย่าเพิ่งตัดเล็บเท้าหรือเล็บมือช่วงน้ำท่วม รวมถึงการตะไบเล็บด้วยในกรณีที่ต้องแช่น้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เพราะจะเป็นการเปิดช่องให้เชื้อน้ำเน่าพากันแห่เข้าเท้าราวกับเป็นศูนย์อพยพ ชั้นดี

2) อย่าให้มีหวัดหรือรีบรักษาภูมิแพ้คัดจมูกให้หาย ไม่เช่นนั้นมีสิทธิกลายเป็น "ปอดบวม" ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างได้ถ้าต้องเปียกติดน้ำอยู่นาน

3) เริ่มเป็นหวัด ให้กินยากันไว้ก่อน ใช้ยาสามัญอย่าง ยาแก้แพ้คลอเฟนิรามีนก็ได้ครับ ช่วยให้หลับได้แล้วหวัดที่เป็นน้อยอาจหายได้เลยครับ
 
4) เลี่ยงนอนทั้งหัวเปียก
และ เมื่อผมเปียกแล้วต้องสระผม เพราะความเย็นจากศีรษะส่งให้โพรงจมูกเย็นเป็นที่แบ่งตัวดีของไวรัสหวัด ให้สังเกตว่าเรามักเป็นหวัดเมื่อหัวเย็นครับ

5) ลดการนอนเปิดแอร์ บ้านเรามี "เด็กติดแอร์" เยอะครับ เพราะคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ต้องเปิดแอร์ให้ลูกนอน ตอนน้ำท่วมอากาศชื้นอยู่แล้ว การเปิดแอร์จะทำให้อุณหภูมิศีรษะต่ำลงเป็นที่อาศัยของเชื้อหวัดดีกว่าปกติ

6) ให้งีบหลับพักผ่อนบ้าง
จะเป็นกลางคืนหรือกลางวันก็ได้ ให้พักกันเข้าไว้ถ้าไม่อยากพลาดข่าวด่วนอาจสลับเวรกันนอนได้ ขอให้คิดว่าจะได้ตื่นมามีแรงสู้ต่อในวันรุ่งขึ้นครับ

7) งดการกินมากสิ่ง ยิ่งกินหลากหลายมากในตอนน้ำท่วมก็ยิ่งเพิ่มสิทธิป่วยมากขึ้นเพราะความเสี่ยง ในการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียอย่าง อี.โคไล จากน้ำสกปรกมีมากในช่วงนี้ครับ

8) พักสมองด้วยการลองพักเสพสื่อน้ำท่วมเป็นระยะ
กำหนดเวลารับข่าวต่อวันเป็นรายชั่วโมง เพื่อลดความ เครียดสะสมจากการจมอยู่กับข่าวที่น่าหดหู่

9) ล้างมือล้างเท้าเป็นประจำ เพราะเป็นทางด่วน นำเชื้อน้ำท่วมเข้าตัวที่สำคัญ แค่ล้างมือ-เท้าอย่างเดียว ยังไม่พอขอให้ซับแห้งทุกครั้ง จะได้ไม่ดูดเชื้อโรคเข้ามาเกาะง่าย

10) ล้างปากแปรงลิ้นและแปรงฟันทุกวัน
ไม่ว่าจะติดน้ำนานแค่ไหนเพราะช่องปากเป็นปราการด่านสำคัญที่รับเชื้อเข้าทางเดินอาหาร,เข้าหลอดเลือดและเข้าหัวใจได้

ทิ้งท้ายแต่ไม่ท้ายสุดของบัญญัติ 10 ประการนี้คือ "อย่าลืมรัก" ครับ

เพราะ ที่สุดแล้วก็คงยังต้องมีเหตุ สุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ไม่ว่าจะใช้โมเดลสุขภาพใดๆ ก็ตาม ธรรมชาติเป็นอำนาจที่ไม่อาจหยั่งรู้ครับแม้จะกับนักวิชาการเก่งกาจ แต่สิ่งที่ทำได้คือความเมตตาที่มีให้กัน แล้วท่านจะมีหัวใจที่หนักน้อยลงมาก หากมองตากันด้วย

สายตาแห่งรักที่คิดว่าจะช่วยอะไรกันได้บ้าง ท่านจะเห็น สายน้ำงามได้แม้ในห้วงทุกข์สาหัสครับ ต้องเคยรับทุกข์จึงจะรู้สุขได้อย่างซึ้ง

(โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine drkrisda@gmail.com)

Comment

Comment:

Tweet