จากสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยในระยะนี้ ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะอย่างมาก เพราะมีน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีน้ำเน่าเสียในหลายพื้นที่ จึงได้มีผู้เสนอให้ใช้ EM (Effective Micro-organism) เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นและน้ำเน่าเสียในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง จากนั้นได้มีนักวิชาการและนักปฏิบัติหลายท่านที่ได้ให้ความเห็นในเรื่องของ EM หลายครั้งในการบำบัดน้ำเน่าเสียในสภาวะน้ำท่วมขังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ ไทยในขณะนี้     น้ำเสียจากการท่วมขังในปัจจุบัน คือ น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากการท่วมขังของน้ำที่อยู่ในบริเวณที่ปิดหรือมีการไหล ของน้ำน้อยมาก จนมีความสกปรกเน่าเสียเพิ่มมากขึ้น น้ำเสียท่วมขังเป็นน้ำเสียที่มีการปนเปื้อนของสารอินทรีย์ และมีค่าออกซิเจนละลายน้ำต่ำ หรือไม่มี และมีความผิดปกติของสี ตะกอน และกลิ่น โดยมีหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วนได้สนับสนุนการแก้ปัญหาด้วยการใช้ EM (Effective Micro-organism)
 
ส่วน EM ที่มีการอ้างถึงในปัจจุบันนั้น เป็นคำย่อของ Effective Microorganisms ซึ่งจัดว่าเป็นคำเรียกทั่วไปของกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการทำงาน สูงกว่าจุลินทรีย์ปกติ จึงทำให้ชื่อ EM เป็นคำที่ใช้เรียกกันทั่วไปในทางวิชาการ ซึ่งมีรูปแบบที่ใช้อยู่ในการบำบัดน้ำเสียจากการท่วมขังคือ 1) ผลิตภัณฑ์ EM ชนิดน้ำ คือผลผลิตจากกระบวนการหมักที่ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ โดยมีส่วนประกอบหลักคือ กรดอินทรีย์ (Organic acids) ที่ได้จากการย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจน แอลกอฮอล์ สารเมแทบอไลต์ต่างๆ ที่เกิดจากจุลินทรีย์และเซลล์ของจุลินทรีย์ 2) ผลิตภัณฑ์ EM ชนิดปั้นเป็นก้อน หรืออีเอ็มบอล (EM Ball) จะประกอบด้วยจุลินทรีย์ EM ชนิดน้ำ สารอินทรีย์ เช่น รำข้าว ผสมด้วยแกลบและดิน เพื่อทำให้สามารถปั้นเป็นก้อนได้ ทั้งนี้ อีเอ็มบอลจะมีการหมักที่ไม่สมบูรณ์ต่างจากอีเอ็มชนิดน้ำ โดยอีเอ็มบอลจะยังคงมีสารอินทรีย์ที่ยังไม่ถูกย่อยสลายแบบไร้ออกซิเจนใน ปริมาณมาก
   
องค์ประกอบของ EM ที่ใช้อยู่ในการบำบัดน้ำเสียจากการท่วมขังในปัจจุบัน ในแง่ของกายภาพและเคมีมักประกอบด้วยสารอินทรีย์ เช่น กากน้ำตาล (โมลาส) และรำข้าว ซึ่งเมื่อเติมสารอินทรีย์ดังกล่าวลงไปในน้ำจะสามารถส่งผลให้ค่าความสกปรกของ น้ำเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในปริมาณมาก นอกจากนี้ ในด้านกระบวนการผลิต EM ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็มิได้มีการควบคุมคุณภาพการผลิต อาจทำให้ไม่สามารถควบคุมปริมาณ สัดส่วน หรือบ่งชี้ประเภทของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ได้อย่างชัดเจน
   
องค์ประกอบของจุลินทรีย์ใน EM บางกลุ่มอาจจัดได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ประเภท Facultative ซึ่งสามารถใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจนในการย่อยสารอินทรีย์เพื่อใช้ในการ เจริญเติบโตได้ ดังนั้น หากในน้ำเสียท่วมขังมีค่าออกซิเจนละลาย (Dissolved Oxygen, DO) อยู่ จุลินทรีย์กลุ่มนี้ก็มักจะเลือกใช้ออกซิเจนในการย่อยสารอินทรีย์เพื่อเจริญ เติบโตก่อนจนกระทั่งค่าออกซิเจนละลายในน้ำหมดไป จุลินทรีย์ก็จะปรับตัวมาใช้การย่อยสารอินทรีย์แบบไม่ใช้ออกซิเจนในขั้นตอน การหมัก (Fermentation) เพื่อการเจริญเติบโตแทน
   
สำหรับกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใน EM นั้น ประกอบด้วยจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 2 กลุ่ม คือ 1) จุลินทรีย์กลุ่ม Purple non-sulfur bacteria เช่น Rhodopseudomonas ซึ่งมีความสามารถในการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยใช้แสงได้ และ 2) จุลินทรีย์กลุ่ม Purple bacteria ที่มีความสามารถในการกำจัดกลิ่นเน่าเหม็นของน้ำเสียที่เกิดจากก๊าซไฮโดรเจน ซัลไฟด์ (H2S) หรือก๊าซไข่เน่าได้ แต่กลไกทางชีวภาพในการกำจัดกลิ่นของ EM นั้นยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากที่พบว่ากระบวนการการกำจัดกลิ่นของ EM สามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น นักวิชาการหลายท่านจึงลงความเห็นว่า ผลดังกล่าวอาจเนื่องจากกลไกทางเคมีหรือองค์ประกอบบางอย่างใน EM ซึ่งช่วยปรับค่าพีเอชของน้ำมากกว่าจะเป็นกลไกทางชีวภาพจากการทำงานของ จุลินทรีย์ อย่างไรก็ตาม บทบาทของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงในการบำบัดน้ำเสียยังมีไม่มากนัก รวมถึงยังไม่มีใครสามารถควบคุมหรือเลี้ยงจุลินทรีย์ตัวนี้ในการบำบัดน้ำเสีย ได้
   
สำหรับกรณีการเติม EM จัดเป็นแนวทางการบำบัดทางชีวภาพแบบ Bio-augmentation โดยการทำ Bio-augmentation นั้นมีความจำเป็นเฉพาะในกรณีที่พื้นที่นั้นๆ ขาดแคลนจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือต้องการนำจุลินทรีย์ที่ลักษณะพิเศษหรือมีความเฉพาะเจาะจงมาใช้ในการ บำบัดของเสียในพื้นที่ ดังนั้นหากพิจารณาการเติม EM เพื่อใช้ในการบำบัดน้ำเสียท่วมขัง พบว่าน้ำเสียในธรรมชาติทั่วไปมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดในปริมาณมากมายอยู่ แล้ว ดังนั้น การเติมจุลินทรีย์โดยใช้ EM ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีอยู่ปกติในธรรมชาตินั้นจึงไม่มีความจำเป็น เนื่องจากจุลินทรีย์ใน EM ที่เติมลงไปนั้นจัดว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณจุลินทรีย์ในน้ำเสีย ธรรมชาติ
   
อย่างไรก็ตาม หากใน EM มีจุลินทรีย์กลุ่มพิเศษที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ การเติมจุลินทรีย์ดังกล่าวลงไปด้วยปริมาณไม่มากพอเพียงก็อาจทำให้จุลินทรีย์ กลุ่มดังกล่าวทำงานได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ก่อนที่จะถูกกลืนไปกับจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำเสียท่วมขังเดิม ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากและมีความสามารถในการดำรงค์ชีวิตในน้ำธรรมชาติสูง กว่าจุลินทรีย์ใน EM ดังนั้นในกรณีน้ำเสียท่วมขังนี้ การทำ Bio-stimulation ด้วยการเติมออกซิเจนลงในน้ำ เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วสามารถทำการบำบัดน้ำเสียได้ น่าจะมีความเหมาะสมมากกว่าในทางวิชาการ
   
การใช้ EM ในการผลิตออกซิเจนให้กับน้ำเสีย เนื่องจากในองค์ประกอบทางจุลินทรีย์ของ EM ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ (Photosynthetic bacteria) เช่น Purple bacteria หลายคนจึงมีแนวคิดที่ว่า จุลินทรีย์ใน EM สามารถผลิตออกซิเจนเพื่อเพิ่มค่าออกซิเจนละลาย (DO) ให้กับน้ำเสียท่วมขังได้ อย่างไรก็ตาม ในทางวิชาการ จุลินทรีย์ใน EM โดยเฉพาะกลุ่มแบคทีเรียสังเคราะห์แสง (Photosynthetic bacteria) ไม่สามารถผลิตออกซิเจนได้โดยตรง เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของแบคทีเรียกลุ่มนี้แตกต่างจากการกระบวน การสังเคราะห์แสงของไซยาโนแบคทีเรียและของพืชที่คนทั่วไปคุ้นเคยกันอยู่
   
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าธาตุอาหารบางอย่างของพืชที่มีอยู่ใน EM เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรืออื่นๆ อาจสามารถช่วยในการเพิ่มปริมาณของแพลงก์ตอนพืชในน้ำได้ และอาจส่งผลต่อการสร้างออกซิเจนในน้ำโดยทางอ้อมผ่านการสังเคราะห์แสงของ แพลงก์ตอนพืชในน้ำได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวนี้ยังไม่มีการพิสูจน์เป็นที่แน่ชัด นอกจากนี้ การเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนพืชในน้ำมากจนเกินไป หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ Eutrofication นั้น ก็ส่งผลเสียต่อปริมาณออกซิเจนละลายน้ำได้เช่นกัน กล่าวคือ การสังเคราะห์แสงของพืชที่ให้ผลผลิตออกมาเป็นออกซิเจนนั้น เกิดขึ้นเฉพาะในเวลากลางวันที่มีแสงแดดเท่านั้น ในช่วงเวลากลางคืนที่ไม่มีแสงแดด แพลงก์ตอนพืชจะใช้ออกซิเจนละลายในน้ำ และคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา ส่งผลให้ค่าออกซิเจนละลายในน้ำในช่วงกลางคืนต่ำลงหรืออาจหมดไปได้ และส่งผลให้น้ำเน่าเสียเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
   
แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่ปรากฏว่ามีวิธีบำบัดน้ำเสียจากการท่วมขังในพื้นที่ ขนาดใหญ่ที่ได้ผลเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ถึงอย่างไร แนวทางการใช้จุลินทรีย์ EM นั้นยังไม่ใช่เทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าสามารถนำไป ใช้ได้จริงในการบำบัดน้ำเสียจากการท่วมขัง และความไม่รู้แน่นอนในด้านต่างๆ เกี่ยวกับ EM ยังมีอยู่อีกมาก
   
 
   1.ควรหาวิธีระบายน้ำที่ท่วมขังอยู่ออกไปโดยเร็วที่สุด
   2.ควรจัดการเก็บขนขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่
   3.ควรหาวิธีการเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ
   4.อาจใช้สารเคมีบางชนิดที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่นในน้ำ เสียท่วมขัง เช่น ปูนขาว คลอรีน หรืออื่นๆ ควรมีการจำกัดบริเวณการใช้หรือใช้ระบบปิด
   
ข้อสรุปทั้งหมดนี้ ทางกลุ่มนักวิชาการวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเข้าใจดีถึงความ ปรารถนาดีของทุกฝ่ายในการช่วยกันร่วมแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้น หากแต่จำเป็นต้องนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของนักวิชาการวิศวกรรมศาสตร์และวิทยา ศาสตร์สิ่งแวดล้อมต่อการใช้ EM ในการบำบัดนํ้าเน่าเสียในสภาวะน้ำท่วมขังตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการตัดสินใจสำหรับการเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมที่สุดใน การฟื้นฟูปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน
   
 
ที่มา : http://www.thaipost.net/x-cite/221111/48466

Comment

Comment:

Tweet